บทความ

อยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข

                    องค์กรอนามัยโลกกล่าวว่า ในปัจจุบันทั่วโลกพบผู้ป่วยโลกเบาหวาน 422 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึง
1.6 ล้านคน ทั้งจำนวนผู้ป่วยและความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
                    หากคุณเป็นเบาหวานอยู่แล้ว เรามีคำแนะนำที่ให้คุณอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุข หรือ หากคุณไม่อยากเป็นโรคนี้ในอนาคต  ศาสตราจารย์แพทย์หญิง วรรณี นิธิยานันท์ จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้อธิบายถึงการเกิดโรคเบาหวานไว้ว่า ในปกติร่างกายเราต้องใช้น้ำตาลเป็นพลังงานอยู่ตลอดเวลา โดยในระหว่างวันเราจะได้น้ำตาลจากอาหารหมวดแป้ง และน้ำตาลที่เรากินเข้าไป และถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้กิน เช่น เวลานอน หรืออดอาหาร แต่สมองยังคงต้องการน้ำตาลอยู่ ตับจะสร้างน้ำตาลขึ้นโดยดึงมาจากไกลโคเจน และ น้ำตาลจากใต้ผิวหนังมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
                   น้ำตาลจะไปทั่วร่างกายที่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่น้ำตาลจะเข้ากล้ามเนื้อโดยให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาเป็นกุญแจไขพาเข้าไป และอินซูลินนี้เป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป
                   คนที่มีความผิดปกติของตับอ่อนทำให้ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลิน หรือผลิตอินซูลินในปริมาณไม่เพียงพอ หรือปริมาณเพียงพอแต่เป็นอินซูลินที่ไม่มีประสิทธิภาพ
 
อาการของโรคเบาหวาน
  • กระหายน้ำบ่อย อ่อนเพลีย
  • หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด
  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
  • เป็นแผลแล้วหายยาก
  • ตาพร่ามัว
  • ผิวแห้ง
  • ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า
          หากมีอากาเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรอจนอาการต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นก่อน เพราะบางครั้งกว่าจะเกิดอาการเหล่านี้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็อาจสูงเกินไปแล้ว ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสุขภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคเบาหวาน  ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย และผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

   การวินิจฉัยเบาหวาน
          วิธีที่จะทำให้ทราบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวานหรือไม่ แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จาก ระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากงดอาหารโดยวิเคราะห์ผลตามตารางดังนี้
 

ระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร

8 ชั่วโมง (mg/dl)

ผลการวินิจฉัย
 70 - 109 ปกติ
110 - 125

เบาหวานแอบแฝง / เบาหวานก้ำกึง

≥ 126 เป็นเบาหวาน

          ในปัจจุบันยังมีการตรวจค่าน้ำตาลสะสม (HbA1C)  ซึ่งเป็นค่าที่ใช้บอกระดับน้ำตาลในเลือดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาถ้าค่า HbA1C สูงแสดงว่าที่ผานมา 3 เดือนมีระดับน้ำตาลสูง แม้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติก็ตาม ซึ่งพิจารณาตามตารางได้ดังนี้
 
HbA1C (%) ผลการวินิจฉัย
4.3 - 5.6 ปกติ
5.7 - 6.4 เบาหวานแอบแฝง
≥ 6.5 เป็นเบาหวาน

          ทุกครั้งที่ทานของหวานจะเป็นการกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินออกมากขึ้น และการทานหวานเป็นประจำจำทำให้อ้วน คนอ้วนมีไขมันมาก ไขมันทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี อาจจะเป็นเบาหวานได้ จกการศึกษาในยุโรป และสหรัฐอเมริกายืนยันว่า การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายสามารถลดอัตราการเกิดเบาหวานได้ถึง 58 % 

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน
  • รับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการในปริมาณที่พอดีกับร่างก่ายต้องการ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่รัประทานแล้วมีระดับน้ำตาลสูง เช่น เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หมั่นตรวจน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบระดับน้ำตาลในเลือด
  • ดูแลทำความสะอาดเท้า ระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผล
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
  • พบแพทย์ตามการนัดหมาย

ปรับความเคยชินสักนิด แล้วคุณจะรู้ว่าอิ่มอร่อยอย่างสุขภาพดีนั้นไม่ยากเลย


แหล่งที่มา : 
https://www.afrims.go.th/article_detail.php?id=4