บทความ

ความดันเลือด...มิตรรักหรือศัตรูร้าย

          จากองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ในประชากรทั่วโลก พบผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1.13 พันล้านคน โดยในเพศชายพบได้ 1 ใน 4 และในเพศหญิงพบได้ 1 ใน 5

          ในคน 100 คน จะพบผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง 5 - 10 คน และมากกว่าครึ่งจะไม่รู้ตัวว่าคุณเป็นโรคนี้ ดังนั้นแล้วความดันโลหิตสูงถือเป็นภัยเงียบ ที่คุณไม่ควรละเลย   !! แล้วคุณละค่ะ วัดความดันครั้งสุดท้ายเมื่อไร ?? !!

       
ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต
  • พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
  • เพศ โดยเพศชายพบบ่อยกว่าเพศหญิง
  • อายุ
  • จิตใจและอารมณ์          
       อาการเตือนให้รีบปรึกษาแพทย์
  • ใจสั่น
  • ปวดศีรษะเฉียบพลัน อาจจะมีอาเจียนร่วมด้วย
  • เจ็บอกรุนแรง
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • ปวดขาหลังจากเดินต้องหยุดพักให้หายปวดจึงจะเดินได้ไหม
  • ขาบวม หน้าบวม
  • แขนขาซีกหนึ่งซึกใดอ่อนแรง แม้จะเป็นเวลาอันสั้นและหายเองได้

          ความดันเป็นมิตรรักก็เพราะว่า ความดันเลือดเกิดจากการที่หัวใจสูบฉีดเลือดให้หมุนเวียนเอาออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย โดยหัวใจจะบีบและคลายตัวเป็นจังหวะจึงทำให้เกิดแรงดันขึ้นในหลอดเลือดแดง ถ้าหากไม่มีความดันก็แสดงหัวใจหยุดเต้นนั่นเอง เพราะความดันเลือดสัมพันธ์กับจังหวะที่หัวใจบีบและคลายตัวนั้นเอง โดยความดันค่าแรก คือความดันเมื่อหัวใจบีบตัว ส่วนความดันค่าหลังเป็นความดันหัวใจคลายตัว โดยค่าความดันปกติแสดงดังตารางด้านล่าง
 
ช่วงวัย อายุ(ปี) ความดันเมื่อหัวใจบีบตัว
(mmHg)
ความดันเมื่อหัวใจคลายตัว
(mmHg)
วัยเด็ก 1 - 10 80 - 100 40 - 50
วัยรุ่น 10 - 20 100 - 120 55 - 60
วัยเริ่มทำงาน 20 - 30 100 - 130 60 - 70
วัยกลางคน 30 - 50 100 - 130 65 - 75
วัยชรา 50 - 70 100 - 150 70 - 80
  ≥ 70 100 - 170 75 - 85
                             หมายเหตุ : ในอายุเท่ากัน เพศชายมักจะมีความดันเลือดสูงกว่าเพศหญิง
                             (ที่มา : มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย)

          แล้วความดันเลือดของคุณล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง??
               ถ้าความดันเป็นปกติขอแสดงความยินดีด้วย เพราะแสดงว่าความดันโลหิตเป็นมิตรรักของคุณอยู่ แต่ถ้าวัดแล้วความดันสูงกว่าปกติ ก็อย่าเพิ่งกังวัลว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรพักสัก 5 - 10 นาที แล้วลองวัดค่าความดันใหม่ ทำเช่นนี้ประมาณ 3 ครั้ง ถ้ายังคงสูงอยู่แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูงจริง

               ดังนั้นแล้วคุณควรตรวจเช็คร่างกาย และวัดความดันทุกปี เพราะความดันโลหิตสูงจัดเป็นศัตรูร้ายประเภทเสือซุ่ม คือไม่ปรากฏอาการจนกระทั่งผ่านไป 5 - 10 ปี ซึ่งถ้าความดันเลือดสูงเป็นเวลานาน หรือ มีความดันเลือดสูงมากๆ และไม่ได้รับการรักษา ศัตรูตัวนี้จะทำให้ประสาทตาเสื่อมจนตาบอดได้

               หากมิตรรักของคุณเพิ่งจะเริ่มไปเป็นศัตรู หรือแม้มิตรที่กลายเป็นศัตรูร้ายไปนานแล้ว การดูแลตนเองควบคู่ไปกับการทานยา ก็จะช่วยลดอาการแทรกซ้อน และลดยาได้ในที่สุด

         การรักษา
 
     1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • การลดน้ำหนัก !!น้ำหนักลดความดันลด!! มีหลักฐานพบว่าน้ำหนักลดลง 1 กิโลกรัม ความดันเลือดค่าแรกจะลดลง 2.5 มิลลิเมตรปรอท และความดันเลือดค่าหลังลดลง 1.5 มิลลิเมตรปรอท     
  • ใช้อาหารต้านความดัน และจำกัดเกลือในอาหาร !!ลดเกลือ เพิ่มผักผลไม้ !!   
                - เวลาปรุงอาหารให้ใช้เกลือและน้ำปลาในการปรุงอาหารในปริมาณที่น้อย
                - ลดอาหารเค็มจัด เช่น ปลาเค็ม เต้าหู้ยี้ ผักกาดดอง รวมถึงอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร
                - ถ้าอาหารที่มีรายละเอียดข้างกล่องควรศึกษาปริมาณเกลือให้ละเอียดก่อนทุกครั้ง
             ควรหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ เช่น ข้าวขาหมู  ข้าวมันไก่ และไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว และควรรับประทานผักและผลไม้ให้มากทุกวัน เพราะโพแทสเซียมในผักและผลไม้ สามารถลดความดันได้
  • งดบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์         
                 - สารนิโคตินในบุหรี่เป็นศัตรูร้ายที่ช่วยเสริมสร้างความดันโลหิตสูง ส่วนแอลกอฮอล์ก็มีผลต่อการเกิดความดันโลหิตสูงเช่นกัน

     2. ออกกำลังกาย (3 ครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 30 นาที)
           - แอโรบิกพิชิตความดัน
                 
จากสถิติพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรืออาชีพที่ต้องออกแรงจะเป็นความดันโลหิตสูงได้น้อยมาก สำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูง การออกกำลังกายแบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ การเต้นเเอโรบิกที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกิน 100 ครั้งต่อนาที ประมาณวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ความดันจะลดลงได้

     3. ทำจิตใจให้สงบและคลายเครียดไม่โกรธหรือโมโหง่าย
           
- คลายเคลียดพักผ่อนให้เพียงพอ
                 
 ถ้าไม่อยากให้ความดันเป็นภัยเงียบ ควรฝึกคลายเคลียด และผ่อนคลายด้วยการคลายเกร็งกล้ามเนื้อ หรือทำสมาธิ ให้จิตใจผ่องใส

     4. ใช้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์
     5. วัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอเมื่ออยู่ที่บ้าน

             
ความดันโลหิตสูงเกิดจากพฤติกรรมของเราเอง การรักษา และการป้องกันที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การใช้ยา แต่เป็นการปฏิบัติตนของเราเอง
 

แหล่งที่มา : 
https://www.afrims.go.th/article_detail.php?id=7